Profilo di Khun Rigar+++ Rigar (",) +++FotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
30 aprile โปรดอย่าลืม
เป็นอะไรที่ฉันไม่เข้าใจ
แล้วฉันที่อยู่ตรงนี้เธอมองบ้างหรือเปล่า
รอต้องรออีกนานไหม ต้องรออีกนานเท่าไหร??? และคงเป็นฉันคนเดียวที่ต้องรอ...รออยู่แบบนี้ ------------------------------- เอามาให้ฝึกร้องกันนะคะ
23 aprile สำหรับเรา "เจ้า" คือคนที่ตายไปแล้วเคยเกลียดใครสักคนมากๆ ไหมคะ
เกลียดขนาดที่ว่า...
ไม่สามารถทนใช้อากาศหายใจร่วมกันได้!!!
อานุภาพของความเกลียดนั้นมันรุนแรง
จนทำให้เราไม่สามารถอยู่นิ่งได้
แม้แค่เพียงเห็นชื่อของมัน
ฉันเข้าใจดี...
เพราะฉันก็เคยเป็น
แต่วันนี้ฉันเปลี่ยนไป
ฉันรู้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับ "มัน" ดี
ทำเฉยๆ กับมันไปซะ
เพราะคำว่า ชอบ ไม่ชอบ หรือ เกลียด นั้น
แสดงว่าอย่างน้อยเราก็ยัง "รู้สึก" กับมัน
ยังดีกว่า คำว่า "เฉยๆ"
เพราะ "เฉยๆ" มีค่าเท่ากับ "ศูนย์"
เราไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งสิ้นกับสิ่งนั้น
และไม่มี "มัน" อยู่ในสาระบบ
ดังนั้น "มัน" จึงมีค่าเท่ากับคนที่ตายไปแล้ว
ไม่มีผลอะไรกับชีวิตเราทั้งสิ้น
ชาตินี้คงไม่ต้องมาเผาผีกันแล้วล่ะ
------------- จ บ ----------------------
ระคายอารมณ์เจ๊มาก... เห็นแล้วมันเกิดอารมณ์ "เคือง"
ใครไม่เกี่ยวขอให้ถอยไป ใครที่ไม่ใช่คู่กรณีก็อย่าร้อนตัว
delete & block, deserves you!!
14 aprile คุณคือลมหายใจของฉันถ้าฉันไม่มีคุณ ฉันจะอยู่ได้อย่างไร!!!
ฉันเคยอยู่มาได้โดยไม่มีคุณ
แต่เมื่อวันหนึ่ง
คุณเข้ามาในชีวิตของฉัน
คุณ...คือคนแรกที่ฉันนึกถึงในตอนเช้า
คุณ...คือคนสุดท้ายที่อยู่ในความคิดก่อนฉันหลับ
เรา...อยู่ด้วยกันตลอดเวลา
กินด้วยกัน...นอนด้วยกัน
หนีบกันไปด้วยทุกที ไม่เคยแยกจาก
คุณ...คือลมหายใจ
คุณ...คือชีวิต
คุณ...คือทุกอย่างของฉัน
...คุณมาหายไปอย่างนี้...
แล้วฉันจะอยู่ได้อย่างไร!!!
ฉันคงต้องรีบไป ศูนย์ AIS
เพื่อปลุกวิญญาณของคุณขึ้นมาใหม่
และคงต้องรีบหาร่างใหม่ให้คุณ
ว่าแต่ว่า...ฉันจะหาร่างใหม่ให้คุณได้อย่างไร
ในเมื่อฉันยังไม่ได้รับเงินค่าแชร์ทั้งห้ามือนั้นคืน
คงต้องรีบหาทางนำคุณกลับมา
เพราะคุณคือลมหายใจของฉัน
++++++++++++++++
มือถือตรูหายยยยยยย
ใครเอาไปขอให้บ้านบึ้ม!!
12 aprile เหื่อม!!!! คืออะไรคำว่า "เหื่อม" ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม
แต่สำหรับฉัน...ในพจนานุการิมา
มันเอาไว้ใช้แสดงระดับความรู้สึกอย่างหนึ่ง
(คล้ายๆ Likert Scale ที่มี 7 ระดับน่ะ)
เหื่อม เป็นลูกผสมของอาการดังต่อไปนี้
"เบื่อ"
"เซ็ง"
"เหนื่อยหน่าย"
"หมดใจ"
"ไม่มีอะไรจะพูดอีกต่อไป"
ซึ่งถ้าฉันต้องอธิบายความรู้สึกทั้งหมดนี้
อย่างรวดเร็วในหนึ่งลมหายใจ
"เหื่อม" จะเป็นคำที่อธิบายได้ทั้งหมด
ยิ่งถ้าประกอบกับสีหน้าว่างเปล่า ไร้อารมณ์
ปากบนปากล่างหุบสนิท
กระพริบตาช้าๆ หนึ่งครั้ง
ตามด้วยการถอนหายใจยาวๆ ด้วยแล้วละก้อ
นั่นแหล่ะ "โคตรเหื่อม"...
ในชีวิตของฉันสิ่งที่คู่ควรได้รับเกียรติ
ให้ใช้คำว่า "เหื่อม" มีหลายเรื่อง
ถ้าเป็นช่วงนี้...
"ธีสิส" จะได้รับรางวัลเหื่อมโคตรๆ ไปครอง
แต่ถ้าเหื่อมเป็นพักๆ เห็นจะเป็น "คุณแม่"
ซึ่งกรณีนี้จะนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ "มาคุ" ภายในบ้าน
ไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง
รู้แค่ว่าเราต้องปรับที่ใจเราก่อน
แล้วสันติภาพจะตามมาเอง
และเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย
ฉันจะไปทำพิธี "ถอนเหื่อม" กับคุณแม่
ด้วยการเอาน้ำไปล้างเท้าคุณแม่
(แล้วเอาไปเททิ้งนะ ไม่ต้องเอามากินต่อ... ฮา)
และเอาพวงมาลัยไปไหว้
ไปขอโทษและขอพรปีใหม่จากแม่
ก็เป็นอันเสร็จพิธี
จากนั้นก็ร่วมกันกดปุ่ม Restart เริ่มใหม่...นะแม่นะ
ใครจะเอาไปใช้ก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะ
ป.ล. เค้าว่าแม่คือพระในบ้าน
ก่อนจะไปทำบุญที่ไหน
ให้ทำบุญกับพระในบ้านเสียก่อน
จะเป็นอันดีมาก...
...มาริกา...บอกตัวเองด้วย...
10 aprile I believe in second chance"จะย้ำซ้ำอย่างนั้นแล้วก็ย้อนมาอีก
จะยูเทิร์นอีกทีแล้วก็วนมาใหม่...
ใครที่เคยนั่งรถไปกับฉัน
จะรู้ว่าฉันชอบฮัมเพลงนี้ทุกครั้งที่ขับรถเลยป้าย
ทำให้ต้องไปยูเทิร์นมาใหม่
(บางครั้งก็มากกว่าสองรอบกว่าจะถึงที่หมาย)
ไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย...
ตั้งแต่เล็กจนโต
มาริกา "ไม่เคย" ...ไปไหน...ทำอะไร...คุยกับใคร...
แล้วสำเร็จลุล่วงด้วยดีในครั้งแรกเลย...
แม้แต่งานเดียว!!!
จะขับรถ...ก็ต้องให้มันเลยไปนู่น...
หันมาอีกที... "นั่นไง อยู่นั่น..."
อ้าว...เวร...เลย... "ไปวนมาใหม่แล้วกันนะ"
จะทำอะไร...ก็ต้องขอสองรอบ
เพราะรอบแรกมักไม่ได้เรื่องเสมอ
ฮึ่ม... I HERE เอ๊ย..ย..ย.. เจ๊งว่ะ...
"คราวหน้าว่ากันใหม่แล้วกันนะ"
จะคุยกับใคร...คนฟังก็ต้องขอสองรอบอีกเช่นกัน
"อะไรนะ...ไม่เข้าใจ...พูดใหม่ซิ..."
"ลองจัดประเด็นนำเสนอทีละเรื่องนะ"
...อ๋อ...สรุปว่ามันอย่างนี้นี่เอง...
...อืม...มันพูดไม่รู้เรื่องจริงๆ นั่นแหล่ะ...
ไม่ว่าจะอยู่ในวงสนทนาไหน
ใครเขาจะขบกัดอย่างไร
ใครเขาจะพูดโต้ตอบกันอย่างไร
มาริกามักไม่ GET กับสิ่งที่เขาพูด
ทำให้มักมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบที่...
ไม่เคยถูกใจตัวเอง...เลยสักครั้ง...
พอจบเรื่องไปแล้วถึงได้กลับมานั่งคิด...
แล้วก็จะเกิด "วรรคทอง" ประจำตัวว่า...
"รู้งี้กรู...ซะก็ดีหรอก"
รู้นะว่าคนเรามันต้องเด็ดขาด
ตัดสินใจอะไรก็ต้องให้ขาด...ให้จบ...ไปตรงนั้น
แต่ฉันไม่ชอบนี่นา!!!
คงเพราะฉันเป็นคนชอบเลขสอง
ทุกอย่างในชีวิตจึงต้องมีสองและขอเบิ้ล
...จึงจะได้ดี...
รู้ไหมว่านิสัยเสียอันนี้สร้างข้อดีอะไรให้ฉัน
ฉันให้โอกาส "ที่สอง" กับคนอื่นเสมอ
ก็ใครจะไปรู้ล่ะ...
เขาอาจเป็นคนประเภทเดียวกับฉันก็ได้
...ไม่เคยได้เรื่องในครั้งแรก...
และที่สำคัญ...
"โอกาสที่สอง" ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ
ในโลกที่ทุกคนถือคติว่า "ไม่มีพรุ่งนี้ให้แก้ตัว"
อืม...คิดใหม่...ทำใหม่...ใช้ได้กับมาริกาจริงๆ
So, that's why... I believe in second chance (แต่ฉันรู้...มันใช้ไม่ได้กับคุณหรอก...พนันกันมั้ยล่ะ)
04 aprile ไอ้เปี๊ยกของฉัน"ไอ้เปี๊ยก" .... งงล่ะสิ ...ใคร?
ไม่ต้องงง มันคือเจ้าเตารีดสีน้ำเงิน
ซีวิค 3 ประตูของฉันเอง
"เปี๊ยก" มีฉายานามมากมาย
สุดแท้แต่ว่าใครเป็นผู้ตั้งและตั้งในสถานการณ์ใด
ไม่มีใครไม่รู้จักมัน...รถคันน้อย วิ่งปรู๊ดปร๊าด
และมีประวัติโชกโชน
(โดยมากจะในทางร้ายมากกว่า)
แต่ที่สำคัญ
"เปี๊ยก" ทำให้คนถูกหวยมาหลายงวดแล้ว!!!
ขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเปี๊ยกสักนิด
"เปี๊ยก" เกิดเมื่อเดือนเมษายน 2537
เป็นรถที่มีชาติตระกูลมาก
เพราะเกิดในบ้าน "ศศิประภา"
เป็นรถของ "พี่โอ" เจ้าของร้านโอรส หัวมุมสวนรื่นฯ
หลังจากที่พี่โอกลับจากเมืองนอก
ขนาดตัวก็ใหญ่เกินกว่าจะโดยสารเจ้าเปี๊ยก
โดยท้องรถไม่ครูดพื้นได้
เปี๊ยกเลยต้องหาบ้านใหม่
ชีวิตคู่ของเรากะเปี๊ยกผ่านไปด้วยดี
แม้ว่าสีผิวของเปี๊ยกจะไม่ถูกโฉลก
กับคนวันอาทิตย์อย่างเราก็ตาม
เปี๊ยกอยู่กับเราในทุกเหตุการณ์
แม้กระทั่งไปทำงานวันแรก เปี๊ยกก็ไปเป็นเพื่อน
วีรกรรมของเรากับเปี๊ยกมีมากมายเล่าสามวันไม่จบ
รู้แต่ว่าอันที่เด็ดสุด เล่นเอาเลือดสาด
เท่าที่จำได้.. เราเคยพาเปี๊ยกไปชนอัดก๊อบปี้
ฝากระโปรงหน้ายู่...ไฟหน้าแตก...มาแล้ว 3 ครั้ง
เปลี่ยนกันชนมาแล้ว 2 อัน
โดนชนท้ายประมาณ 2 ครั้ง
ไม่นับโดนครูดรอบคัน แบบ uncountable crash
ต้องทำสีใหม่ทั้งหมด อีกประมาณ 2 ครั้ง
ที่เด็ดกว่านั้น...
ทำให้เกิดการเสียเลือดเนื้ออีกประมาณ 2 ครั้ง
หนึ่งในนั้นถึงขั้น "เสียชีวิต" ...
ครั้งที่หนึ่ง คือ รถมอเตอร์ไซค์ชนท้าย
...ขณะที่กำลังเบรก เราก็มองกระจกหลัง
เห็นหน้ามันลอยละล่อง พุ่งตรงเข้ามาเลย...
ยังไงก็ชนแน่ ... ตู้ม!!!
ทั้งคนทั้งรถ ไถลปรื้ดไปกับพื้น
สรุปว่างานนี้เราก็จ่ายค่าซ่อม
ทั้งรถตัวเองและไอ้เด็กสองคนนั่น
ส่วนครั้งที่รุนแรงที่สุดจนมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ศพ!!!
เวลาประมาณตีสอง ขณะกำลังอยู่บนถนนประดิพัทธ์
...(ไปรับเสด็จฯ สมเด็จฯ ย่ะ)...
เห็นจากหางตา...มีเงาดำตะคุ่มพุ่งมาจากข้างทางฝั่งขวา
วินาทีนั้น...มองกระจกข้างกระจกหลังด้วยความรวดเร็ว
ขวา...เป็นเลนสวน...มีรถมา
ซ้าย...เป็นฝั่งเรา...มีรถ
หลัง...ก็มีรถตามมาหลายคันเลย
หักหลบทางไหนก็ชนแน่!!!
ตัดสินใจ...ชนแมร่งเลย!!!
เสียงดัง "กร๊อบ" ...
รู้สึกเลยว่ารถทับอะไรบางอย่าง
มันคือ "แมวดำ"...
ถ้าไม่ทับมัน...เราคงตายไปแล้ว
รุ่งเช้าเลยต้องไปทำสังฆทาน
มัคทายกก็ประกาศออกไมค์ซะดังลั่น
"ร้อยโทหญิงมาริกา...
อุทิศส่วนกุศลให้แมวดำที่ขับรถทับตาย..."
...อืม...ขอบคุณ...
จะบอกว่าอุบัติเหตุเกือบทั้งหมด
เกิดในปีที่เรามีอายุ 25 ปี ...
เบญจเพสมีจริงด้วยเนอะ
(ไม่ตายก็นับว่าบุญแล้ว)
ที่เล่ามาทั้งหมด
เป็นวีรกรรมที่ทำให้เราต้องเสียเงินโดยไม่ตั้งใจ
แต่มันยังไม่หมดเท่านั้นนะ...
ด้วยความที่เปี๊ยกเป็นรถมีชาติตระกูล
จึงค่อนข้างบอบบาง
เปี๊ยกป่วยบ่อยมากกกกก
เดี๋ยวไอ้นั่นพัง ไอ้นี่เสีย...ซ่อมมันมาตลอดชีวิต
ถ้ารวมค่าซ่อมและค่าเคาะปะผุพ่นสีรอบคันแล้ว
เราคงซื้อบีเอ็มคันใหม่ได้พอดี
นอกจากนี้เปี๊ยกยังเป็นรถศิลปิน...
"ติ๊ส" ตลอดเวลา (เหมือนเจ้าของมัน)
เปี๊ยกเป็นรถขี้ใจน้อย
บ่นก็ไม่ได้ ว่าก็ไม่ได้
ไม่งั้นเป็นแอร์เสีย เครื่องกระตุก
ยิ่งถ้าพูดว่า "เดี๋ยวปั๊ดเปลี่ยนซะเลย"
เปี๊ยกจะเกิดอาการทันที
ล่าสุด...พี่เป้อยากได้รถใหม่
เผลอพูดให้ได้ยินเท่านั้น
ตื่นเช้ามา...สายส่งน้ำมันเชื้อเพลิงขาดซะงั้น
น้ำมันไหลโจ๊ก วิ่งไม่ได้ เดี๋ยวไฟลุก
สตาร์ทเครื่องก็มีเสียงจี๊ดๆ หนูจี๊ดในรถ
(ทราบว่าเป็นอาการของลูกปืนในจานจ่ายมันแตก)
สรุปว่าวันจันทร์ต้องหยุดงานเอารถไปทำ
แล้วยังดั๊นนนน...แอร์เสียเพิ่มเข้าไปอีก
ดูมันทำ..."ชะหนอยแน่ไอ้ตัวเล็ก"
นี่แหล่ะรถของผม
ป.ล. อยากจะบอกเปี๊ยกว่า "เรารักเปี๊ยกนะ"
แต่ว่าเปี๊ยกอาจจะไม่รอดปีนี้ซะแล้วล่ะ
ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่...
02 aprile Back to basicหลังจากที่พยายามจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง
เพื่อหนีจากสภาพเดิมๆ ที่เป็นอยู่มาได้สักระยะ
ฉันก็เริ่มมองเห็นความจริงบางอย่าง
ช่วงเวลานั้น...
ฉันกำลังเดินเท้าเปล่า ย่ำไปบนผืนดิน
สัมผัสของดินละเอียดที่อ่อนนุ่มและชุ่มฉ่ำ
ทำให้รู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน
ฉันหยุดเดินและหลับตา...ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น
มันเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีควาสุข
สายลมเบาๆ ที่พัดผ่าน
สงบใจที่ว้าวุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
และในเวลานั้นเอง ฉันก็ได้เรียนรู้ว่า... อันที่จริงการอยู่กับตัวเองอย่างเงียบๆ
ปล่อยวางจากทุกเรื่อง
และไม่พยายามหาเรื่องยุ่งยากมาใส่กบาล
เป็นทางออกที่งดงามที่สุด
อยู่กับตัวเอง...ให้เวลาตัวเองมากๆ
ช่วยให้เราหยุด...นิ่ง...จนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
ที่กำลังบอกว่าอันที่จริงแล้ว...เราต้องการอะไร
และอะไรคำตอบของสิ่งที่เราค้นหา
ไม่น่าเชื่อว่าความสงบและคำตอบที่ฉันสู้อุตส่าห์
เดินทางร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำเพื่อแสวงหา
จะได้มาในขณะที่กำลังเดินอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้านเรานี่เอง
ลองอยู่เงียบๆ คนเดียวกับธรรมชาติดูสิคะ
แล้วคุณจะได้ยินเสียงกระซิบจากใจตัวเอง
ป.ล. นอกจากจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองแล้ว
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้...
การทำสวนหน้าบ้านโดยไม่อบอุ่นร่างกายก่อน
นำมาซึ่งอาการปวดเมื่อยตามร่างกายจริงๆ ... ฮา
01 aprile ชั่วโมงฉุกเฉินเมื่อคืน...ขณะที่ดิฉันกำลัง happy hour
อยู่กับเพื่อนวารสารที่ reflections ซอยอารีย์
โทรศัพท์ก็ดังขึ้น... ว้าย คุณแม่โทรมา มีไรหว่า
"เธอ...ชั้นหายใจไม่ออก
ตอนนี้จอดรถอยู่ตรงสำนักงานเขตดุสิต
...สงสัยจะไปไม่ไหว..."
"จอดรถข้างทางนะแม่ เดี๋ยวปูเป้นั่งแท็กซี่ไป
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เธอ...ไม่ต้องมา อยู่ร้านไหน เดี๋ยวชั้นไปหาเอง"
นั่น...แม่ผม...ไม่รู้จะรักลูกไปถึงไหน
ไม่สบายจะแย่ยังอุตส่าห์พะงาบๆ ขับรถมารับลูกอีก
say good bye เพื่อนแล้วก็รีบชิ่งออกมาเลย
วินาทีนั้นมันโคตรจะรีบเลย ใจไปไวกว่าแสง
เดินไปคิดไปว่า...ถ้าแม่เป็นไรมากตูจะทำไงวะนี่
แล้วนี่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินใช่มั้ย
ไปโรง'บาลไหนดีวะ...พญาไท หรือ พระมงกุฎฯ ดี
เอ เราต้องโทรบอกใครให้มาช่วยดีฟะ
แล้วเค้าจะว่างมาไหมนี่
หัวเดียวกระเทียมลีบ...ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง
...กลุ้มโว้ยยยย
แล้วนี่ she เป็นอะไร
แล้วต้อง admit มั้ย
แล้วถ้าเกิดผ่าตัดล่ะ...โอยปวดสมอง
เออ...แล้วไหนจะรถเราอีก
จอดทิ้งไว้จะปลอดภัยรึเปล่า
ถ้าต้อง admit ตูจาทำไงกะไอ้เปี๊ยกดีวะ
กลับมาสงสัยเจอแม็กเหลืองอีกแน่ๆ
แต่จะให้ดี...ให้ม๋าต๋ามันลากเอาไปจอดไว้ที่ สน.
ก็น่าจะดี ปลอดภัยกว่า
นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้น
ระหว่างที่เดินจากสระว่ายน้ำ reflections
ข้ามถนนออกมาฝั่งตรงข้าม
มันไม่น่าจะนานเนาะ...แต่คิดซะฟุ้งเลย
ขณะกำลังเดินคิดอยู่ ก็ได้ยินเสียงลอยลมมา
"แก ชั้นไปเป็นเพื่อน..."
...เพื่อนตุ๊กนี่เอง...
วินาทีนั้นรู้สึกดีมากๆๆๆๆๆ
ลองคิดดูถ้าคุณเป็นฉัน...
คนปราดเปรียว ไปไหนมาไหนคนเดียวได้
ทำอะไรเองได้ หน้าตาดูฉลาด รู้ไปหมด
และแทบไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร
ภาพติดตาเหล่านี้
ทำให้ปูเป้ดูเป็นคนเข้มแข็งในสายตาคนอื่น
และเขาก็อนุมานเอาเองว่า
she สามารถดูแลตัวเองได้
รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้
ก็เลยไม่มีใครเป็นห่วงกรูเลยสักคน!!!
...จะบ้าเหรอ!!!
ความจริงชั้นโก๊ะจะตาย!!!
ทำอะไรก็ไม่เป็น
ที่ไม่ขอความช่วยเหลือก็เพราะเกรงใจ
แล้วที่ต้องทำอะไรเองนั้นก็เพราะเป็น "ภาวะจำยอม"
ก็ดันเกิดมาเป็นลูกคนเดียว
และยังกำพร้าพ่ออีกต่างหากนี่
ก็เลยไม่รู้ว่าจาไปหาใครที่ไหนมาอ้อนขอความช่วยเหลือ
ชั้นก็เลยต้องทำอะไรเอง...คนเดียว...มาตลอดชีวิต
ไม่ได้จะพูดให้ตัวเองดูน่างสารหรอกนะ
แค่จะบอกว่า "ชั้นก็เป็น...ผู้หญิงคนหนึ่ง" ไม่ใช่!!!
ชั้นก็เป็นคนธรรมดาๆ
ที่ต้องการใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนเวลาเดือดร้อน
ใครก็ได้...แค่คนเดียว...ก็ดีที่สุดแล้ว
และวินาทีนั้น เราก็มี "เพื่อนตุ๊ก"... ดีจัง
สรุปว่าเราก็พาแม่เข้าฉุกเฉินที่พระมงกุฎฯ
ดีนะที่แม่โทรเรียกเพื่อนเค้ามาด้วยก็เลยสะดวกโยธิน
มีคนช่วยตะลุยห้อง ER พาไปหาหมอ
พาไปเอ็กซเรย์
ซี้กะพยาบาลมากพอที่จะหาเตียงให้นอนรอ
อย่างสะดวกสบายในห้องฉุกเฉิน
ถ้ามาริกาไปคนเดียว...แม่คงเดี้ยงอยู่หน้าห้อง
(คนมักไม่เข้า รพ.ของรัฐเพราะแบบนี้เอง)
กว่าจะหมดธุระ...จากสามทุ่มก็ปาเข้าไปตีหนึ่ง
เพื่อนตุ๊กของฉันและเพื่อนจิ๋มของแม่ก็ยังอยู่
แค่อยากจะบอกว่าการมีเพื่อนดี
มันยิ่งกว่ามีทรัพย์นับล้านเสียอีก
...ในชั่วโมงฉุกเฉิน...
ป.ล. ฉันยังมีกัลยาณมิตรอีกคนนะ
ที่อยู่ด้วยในทุกสถานการณ์
ไม่ว่าในเวลาลำบาก...กายและใจ
นอยกะคุณแม่...เหื่อมกับการงาน...
ขายไม่ออก...อกหักรักคุด
รถป่วย...รถถูกชน...ขับรถชนชาวบ้าน...
หรือแม้กระทั่งเวลาหิว
เพื่อนคนนี้ก็อยู่เคียงข้างเสมอ
(แม้มันจะช่วยไปด่าไปก็เหอะ)
เขาคือ...ประภัสสร ศรีภีกดี...ผู้นี้นี่เอง!!!
|
|
|