แฟ้มประวัติ+++ Rigar (",) +++รูปถ่ายบล็อกรายการเพิ่มเติม ![]() | วิธีใช้ |
|
03 กรกฎาคม ช่วยด้วยยยยย!!! ผีมาเข้าสิงช้านนนนนอ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ผีสิงดิฉันจิงๆ เป็นคุณนายด้วยนะ
ชื่อ คุณนาย"สะอาด" ค่ะ
ไม่รู้ว่าเกิดเฮี้ยนอะไรขึ้นมา อยากจัดห้องนอน
ที่ไม่ได้เข้าไปนอนมากว่า 6 เดือน ... หลังเกิด "รักประหาร" อิ อิ
(อ่านว่า รัก-กะ-ประ-หาน)
เดาว่าน่าจะได้แรงบันไดจาน มาจากการดู vcd เรื่อง Me Myself
(ที่มีฉากจัดบ้าน จัดห้องนอน)
เช้าวันอาทิตย์ ...
ตื่นมาแต่ไก่โห่ เพื่อรอส่งคุณหญิงแม่เสด็จต่างประเทศ
หกโมงเช้า ... คุณริกา กวาดใบไม้หน้าบ้าน
หกโมงครึ่ง ... คุณริกา เริ่มวางแผนกลยุทธ์การจัดห้อง :
ขั้นแรก ... เราต้องขึ้นไปจัดห้องนอนชั้นบนก่อน
เพื่อจะได้มีพื้นที่ในการอัดสมบัติบ้าจากห้องนอนชั้นล่าง
ผ่านไปครึ่งวัน (แบบไม่รู้ตัว) จากหกโมงเช้า ปาเข้าไปเที่ยง
.... ยังไม่เหนื่อยแฮะ แปลก ... ผีคุณนายสะอาดเจ๋งจริงๆ ว่ะ ...
ผลการปฏิบัติก็คือ สามารถเพิ่มพื้นทีใช้สอยได้มากโข
ขั้นที่สอง ... พุ่งเข้าห้องนอนชั้นล่าง "โกย" ของทุกอย่างลงถุง
แล้วหอบขึ้นไปไว้ที่ชั้นบน
ครึ่งวันบ่ายผ่านไป จนสองทุ่มครึ่ง เฮ้ย ชักเริ่มเหนื่อยแล้ว
สงสัยผีคุณนายจะออกแล้วล่ะ กินข้าวดีกว่า ...
จากนั้นก็มายืนชื่นชมความงามของห้องใหม่
... โห สะอาดปิ๊ง คุ้มค่าเหนื่อยจริงๆ
... เย้!!! ในที่สุด คุณริกา ก็มีที่ซุกหัวนอนแล้ว
หลังจากที่ต้องนอนโซฟามากว่าครึ่งปี ...
คุณหญิงแม่กลับมา ต้องต๊กกะใจแน่ ... เดาว่า she ต้องนึกในใจว่า
"สงสัยผีจะสิงมันจริงๆ ล่ะ ... เอ่อ คุณนายสะอาดเจ้าคะ
วันหลังมาสิงลูกอิฉันอีกนะคะ ... มาบ่อยๆ นะคะ บ้านจะได้สะอาดๆ "
เออ ว่าแต่ว่า "ไอ้สมบัติบ้าที่กองอยู่ชั้นบนล่ะ"
... เวร ... งานหนักอีกแล้วกรู ...
25 มิถุนายน ก็คงต้องแล้วแต่เธอ...ถ้าเธอนั้นยังไม่หายโกรธFor Your Eyes Only ค่ะ
ก็คงต้องแล้วแต่เธอ ถ้าเธอนั้นยังไม่หายโกรธ
และคงต้องแล้วแต่เธอ ฆ่าฉันให้ตายถ้าเธอยังโกรธ
...นะจ๊ะ...
++++++++++++++++++++++++++++
ปล. หายแล้ว ว.2 ด้วย
22 มิถุนายน สามสิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนได้สามสิ่งที่ว่านี้
เมื่อมันหลุดไปจากมือของเราแล้ว
เราไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้
...คำพูด...
...เวลา...
...โอกาส...
เห็นด้วยหรือไม่คะ คอมเม้นต์มาคุยกันนะคะ
+++++++++++++++++++++
ที่รู้ๆ "คำพูด" และ "โอกาส"
เป็นสิ่งที่คุณริกาทำหลุดมือไปเป็นประจำ
...แหะ แหะ...
20 มิถุนายน ฝนตก นกกะปูด และทิชชู่หลายวันก่อนเกิดพายุฝนฟ้าคะนองขึ้น
ในกองกิจการพลเรือน
เมฆฝนส่อแววตั้งเค้าแต่เช้ามืด
เริ่มต้นด้วยพายุฝนฟ้าคะนองในตอนเช้า
ซึ่งพัดผ่านคุณริกา ... ตาปูด ...
จากนั้นก็ทวีความรุนแรงเป็นดีเปรสชั่นในตอนสาย
พัดผ่านคุณประภัสสร ... ปูดกว่า ...
สภาวะการณ์ในวันนั้นอึมคะนึมมาก
เอื้ออำนวยต่อการก่อตัวเป็นพายุอย่างแรง
ไม่เชื่อถามกรมอุตุฯ ดิ
(แต่ท่าทางมันจะไม่รู้เรื่องอะไร
เพราะแมร่ง มัวแต่หลับอุตุ อยู่)
แต่ที่ร้ายกว่านั้น ดีเปรสชั่นได้ก่อตัวทวีความรุนแรงขึ้น
และกลายเป็น...พายุโซนร้อน ...
คุณพระช่วย!! พายุถล่มกอง ประภัสสร อาการหนักมาก
ไม่รู้จะช่วยยังไง ก็เลยช่วยมันร้องด้วยอีกคน...
"เพื่อนเจ็บชั้นก็เจ็บเหมือนกัน"
สรุปว่าวันนั้นจากทหารหญิงก็กลายเป็นนกกะปูดกันไปทั้งคู่
...โคตรฮาเลย...
"นกกะปูดตาแดงน้ำแห้งก็ตาย"
ใครเปิดประตูเข้ามาก็งง แล้วรีบออกไปทันที
สักพักก็ได้ยินเสียงพูดว่า
"ใครก็ได้เอาทิชชู่ให้มันที ทั้งคู่เลย"...ฮา
นี่ก็หวั่นใจอยู่นะว่ามันจะกลายเป็นไต้ฝุ่นในวันใด
น่ากลัว น่ากลัว +++++++++++++++++++++++++++++
แต่ที่รู้ๆ กันดีก็คือ
คุณริกาเคยทำไต้ฝุ่นถล่มกองมาแล้ว
นานเป็นสัปดาห์จนใครๆ เค้ามอบถ้วยรางวัลให้
ช่วงนั้นทิชชู่ขาดแคลนทุกหย่อมหญ้า
จนผู้คนทนไม่ไหวต้องไปขอรับบริจาค
และมันก็ดีใจหาย
ในฐานะผู้บริโภคดีเด่น...
บริษัทสก๊อตขอมอบสิทธิ์ใช้ทิชชู่กล่อง
ขนาดบรรจุ 250 แผ่น แก่คุณริกาฟรี 1 ปีเต็ม!!!
...อืม...ตอนนี้มีคนช่วยใช้แระ...คิก คิก
+++++++++++++++++++++++++++++
19 มิถุนายน อยู่คนเดียวจะดีกว่านะ...คุณริกา
"ถ้าเรามีความสุขกับตัวเองมากเพียงพอแล้ว สักวันหนึ่ง... ก็จะมีคนมาขอแบ่งปันความสุขจากเราเอง" เป็นประโยคที่หญิงมักพูดให้เราฟังบ่อยๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้เราผ่านพ้นวันฟ้าหม่นไปได้ ...รู้สึกดีจัง... อย่างน้อยก็ยังมีคนรักเรา คุณริกาเข้าใจนะคะ และก็สามารถรวบรวมความสุขของตัวเอง ให้เป็นกอบเป็นก้อนได้น้อยนึงแล้ว รวบรวมความสุขไปได้ไม่นาน ก็มีคนมาขอแบ่งอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ แต่มันก็อย่างที่รู้ๆ กัน... คนดีแสนดี (แกมโง่) อย่างคุณริกา มักเจอคนฉลาดคิด เอาความแสนดีของคุณริกามาเป็นอาวุธเสมอ คนฉลาดมักชอบกอบโกย โกยเอาไปแต่ไม่เอามาเพิ่ม แล้วตรูจะเหลืออะไร แล้วทีนี้จะเอาที่ไหนไปแบ่งใครล่ะ ของตัวเองก็ไม่มีเหลือ ก็เลยถึงเวลาต้องตัดเนื้องอกนั้นทิ้ง ก่อนที่มันจะลุกลามกลายเป็นเนื้อร้าย ชีวิตมันเป็นวัฏจักรจริงๆ งานนี้คงต้องขอเวลาเก็บรวบรวมความสุข ให้กลับมาเป็นเจดีย์ลูกน้อยๆ อีกครั้ง แล้วก็เลี้ยงมันไปด้วยตัวเองแบบ single mom รอเวลาให้ความสุขมันเจริญเติบโตงอกงาม กลายเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการแบ่งปันอีกครั้ง วันนี้คุณริการู้ซึ้งดีแล้วว่า... ความสุขนั้นเราสามารถหาได้ด้วยตัวเอง และสำหรับคุณริกาแล้ว อยู่คนเดียวน่าดีกว่านะ... (จะได้ไม่ไปทำให้ใครเค้าเดือดร้อน...) +++++++++++++++++++++++++
นิสัยเสียของคุณริกาที่บอกว่า ควรอยู่คนเดียวจะดีกว่า ก็คือ... 1. "ปากพาจน" "ปากไม่ตรงกับใจ" "ปากหนัก" (ปลาหมอตายเพราะปากฉันใด คุณริกาก็ฉันนั้น) 2. "ทำเสียเรื่อง" "ทำเสียอารมณ์" "ทำเสียโอกาส" (นี่แหล่ะงานถนัดของเค้า... แล้วก็มานั่งเสียใจภายหลัง...ทู้กกที) 3 และอื่นๆ อีกมากมาย นับไม่ถ้วน ที่ล้วนสรุปว่า เพื่อมิให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น สวรรค์พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้ มาริกา อยู่คนเดียวไปอย่างนี้แหล่ะ ... ดีแล้ว :)
===== จบเหอะ เซ็งเป็ด =====
08 มิถุนายน ...หยุด...
แปลกใจตัวเองอยู่ว่าทำไมชีวิตมันมึนๆ เหมือนมันไม่ไปไหน ไม่มีอะไรเปลี่ยน วันนี้ยังคงเหมือนเมื่อวาน เมื่อวานก็เหมือนเมื่อสองเดือนที่แล้ว และสองเดือนที่แล้วก็เหมือนครึ่งปีที่ผ่านมา... ...เซ็งเป็ด... มีสิ่งใหม่ๆ ผ่านเข้ามาตั้งมากมาย แต่ก็งั้นๆ ผ่านมาก็ผ่านไป...ไม่สนใจ... ไม่อยากเก็บไว้... ไม่อยากใส่ใจ ... ไม่อยากรู้สึกอะไรกับมัน ... ไม่น่าเชื่อว่าจะ "เฉยๆ" ได้ ...
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า... "การเห็นสิ่งที่ไม่รักนั้นเป็นทุกข์ การไม่เห็นสิ่งที่รักนั้นก็เป็นทุกข์ อย่าปล่อยให้สิ่งใดกลายเป็นที่รัก เพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย..."
...เราพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงทุกประการ... ดังนั้น ต่อจากนี้ไป จะไม่มีอะไรที่เป็นที่รัก...ที่ชอบ...อีกต่อไป เพราะเราเข้าใจแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ อะไรจะมา...ก็มา อะไรจะไป...ก็ไป ...ตามใจเถอะ... ฉันไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว
21 พฤษภาคม งานหนักไม่เคยฆ่าใคร..."งานหนักไม่เคยฆ่าใคร...
แต่กรูจะตายเพราะทำงานหนักนี่แหล่ะ!!!
เข้าใจอยู่นะว่าคนเราเกิดมาเพื่อทำงาน
แต่มันน่าจะมีทางที่ไม่ทำให้เราเหนื่อยจนเกินไปสิ
...อยากมีใครสักคนมาอยู่ข้างๆ...
ไม่จำเป็นต้องช่วยแบบถวายหัวก็ได้
แค่ "น้ำใจ" จะถามเราว่า "ให้ช่วยอะไรมั้ย" ก็ดีมากๆ แล้ว
...อยากมีใครสักคนมาอยู่ข้างๆ...
มาช่วยกรูที...งานจะทับตายแล้ว!!!
30 เมษายน โปรดอย่าลืม
เป็นอะไรที่ฉันไม่เข้าใจ
แล้วฉันที่อยู่ตรงนี้เธอมองบ้างหรือเปล่า
รอต้องรออีกนานไหม ต้องรออีกนานเท่าไหร??? และคงเป็นฉันคนเดียวที่ต้องรอ...รออยู่แบบนี้ ------------------------------- เอามาให้ฝึกร้องกันนะคะ
23 เมษายน สำหรับเรา "เจ้า" คือคนที่ตายไปแล้วเคยเกลียดใครสักคนมากๆ ไหมคะ
เกลียดขนาดที่ว่า...
ไม่สามารถทนใช้อากาศหายใจร่วมกันได้!!!
อานุภาพของความเกลียดนั้นมันรุนแรง
จนทำให้เราไม่สามารถอยู่นิ่งได้
แม้แค่เพียงเห็นชื่อของมัน
ฉันเข้าใจดี...
เพราะฉันก็เคยเป็น
แต่วันนี้ฉันเปลี่ยนไป
ฉันรู้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับ "มัน" ดี
ทำเฉยๆ กับมันไปซะ
เพราะคำว่า ชอบ ไม่ชอบ หรือ เกลียด นั้น
แสดงว่าอย่างน้อยเราก็ยัง "รู้สึก" กับมัน
ยังดีกว่า คำว่า "เฉยๆ"
เพราะ "เฉยๆ" มีค่าเท่ากับ "ศูนย์"
เราไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งสิ้นกับสิ่งนั้น
และไม่มี "มัน" อยู่ในสาระบบ
ดังนั้น "มัน" จึงมีค่าเท่ากับคนที่ตายไปแล้ว
ไม่มีผลอะไรกับชีวิตเราทั้งสิ้น
ชาตินี้คงไม่ต้องมาเผาผีกันแล้วล่ะ
------------- จ บ ----------------------
ระคายอารมณ์เจ๊มาก... เห็นแล้วมันเกิดอารมณ์ "เคือง"
ใครไม่เกี่ยวขอให้ถอยไป ใครที่ไม่ใช่คู่กรณีก็อย่าร้อนตัว
delete & block, deserves you!!
14 เมษายน คุณคือลมหายใจของฉันถ้าฉันไม่มีคุณ ฉันจะอยู่ได้อย่างไร!!!
ฉันเคยอยู่มาได้โดยไม่มีคุณ
แต่เมื่อวันหนึ่ง
คุณเข้ามาในชีวิตของฉัน
คุณ...คือคนแรกที่ฉันนึกถึงในตอนเช้า
คุณ...คือคนสุดท้ายที่อยู่ในความคิดก่อนฉันหลับ
เรา...อยู่ด้วยกันตลอดเวลา
กินด้วยกัน...นอนด้วยกัน
หนีบกันไปด้วยทุกที ไม่เคยแยกจาก
คุณ...คือลมหายใจ
คุณ...คือชีวิต
คุณ...คือทุกอย่างของฉัน
...คุณมาหายไปอย่างนี้...
แล้วฉันจะอยู่ได้อย่างไร!!!
ฉันคงต้องรีบไป ศูนย์ AIS
เพื่อปลุกวิญญาณของคุณขึ้นมาใหม่
และคงต้องรีบหาร่างใหม่ให้คุณ
ว่าแต่ว่า...ฉันจะหาร่างใหม่ให้คุณได้อย่างไร
ในเมื่อฉันยังไม่ได้รับเงินค่าแชร์ทั้งห้ามือนั้นคืน
คงต้องรีบหาทางนำคุณกลับมา
เพราะคุณคือลมหายใจของฉัน
++++++++++++++++
มือถือตรูหายยยยยยย
ใครเอาไปขอให้บ้านบึ้ม!!
12 เมษายน เหื่อม!!!! คืออะไรคำว่า "เหื่อม" ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม
แต่สำหรับฉัน...ในพจนานุการิมา
มันเอาไว้ใช้แสดงระดับความรู้สึกอย่างหนึ่ง
(คล้ายๆ Likert Scale ที่มี 7 ระดับน่ะ)
เหื่อม เป็นลูกผสมของอาการดังต่อไปนี้
"เบื่อ"
"เซ็ง"
"เหนื่อยหน่าย"
"หมดใจ"
"ไม่มีอะไรจะพูดอีกต่อไป"
ซึ่งถ้าฉันต้องอธิบายความรู้สึกทั้งหมดนี้
อย่างรวดเร็วในหนึ่งลมหายใจ
"เหื่อม" จะเป็นคำที่อธิบายได้ทั้งหมด
ยิ่งถ้าประกอบกับสีหน้าว่างเปล่า ไร้อารมณ์
ปากบนปากล่างหุบสนิท
กระพริบตาช้าๆ หนึ่งครั้ง
ตามด้วยการถอนหายใจยาวๆ ด้วยแล้วละก้อ
นั่นแหล่ะ "โคตรเหื่อม"...
ในชีวิตของฉันสิ่งที่คู่ควรได้รับเกียรติ
ให้ใช้คำว่า "เหื่อม" มีหลายเรื่อง
ถ้าเป็นช่วงนี้...
"ธีสิส" จะได้รับรางวัลเหื่อมโคตรๆ ไปครอง
แต่ถ้าเหื่อมเป็นพักๆ เห็นจะเป็น "คุณแม่"
ซึ่งกรณีนี้จะนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ "มาคุ" ภายในบ้าน
ไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง
รู้แค่ว่าเราต้องปรับที่ใจเราก่อน
แล้วสันติภาพจะตามมาเอง
และเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย
ฉันจะไปทำพิธี "ถอนเหื่อม" กับคุณแม่
ด้วยการเอาน้ำไปล้างเท้าคุณแม่
(แล้วเอาไปเททิ้งนะ ไม่ต้องเอามากินต่อ... ฮา)
และเอาพวงมาลัยไปไหว้
ไปขอโทษและขอพรปีใหม่จากแม่
ก็เป็นอันเสร็จพิธี
จากนั้นก็ร่วมกันกดปุ่ม Restart เริ่มใหม่...นะแม่นะ
ใครจะเอาไปใช้ก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะ
ป.ล. เค้าว่าแม่คือพระในบ้าน
ก่อนจะไปทำบุญที่ไหน
ให้ทำบุญกับพระในบ้านเสียก่อน
จะเป็นอันดีมาก...
...มาริกา...บอกตัวเองด้วย...
10 เมษายน I believe in second chance"จะย้ำซ้ำอย่างนั้นแล้วก็ย้อนมาอีก
จะยูเทิร์นอีกทีแล้วก็วนมาใหม่...
ใครที่เคยนั่งรถไปกับฉัน
จะรู้ว่าฉันชอบฮัมเพลงนี้ทุกครั้งที่ขับรถเลยป้าย
ทำให้ต้องไปยูเทิร์นมาใหม่
(บางครั้งก็มากกว่าสองรอบกว่าจะถึงที่หมาย)
ไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย...
ตั้งแต่เล็กจนโต
มาริกา "ไม่เคย" ...ไปไหน...ทำอะไร...คุยกับใคร...
แล้วสำเร็จลุล่วงด้วยดีในครั้งแรกเลย...
แม้แต่งานเดียว!!!
จะขับรถ...ก็ต้องให้มันเลยไปนู่น...
หันมาอีกที... "นั่นไง อยู่นั่น..."
อ้าว...เวร...เลย... "ไปวนมาใหม่แล้วกันนะ"
จะทำอะไร...ก็ต้องขอสองรอบ
เพราะรอบแรกมักไม่ได้เรื่องเสมอ
ฮึ่ม... I HERE เอ๊ย..ย..ย.. เจ๊งว่ะ...
"คราวหน้าว่ากันใหม่แล้วกันนะ"
จะคุยกับใคร...คนฟังก็ต้องขอสองรอบอีกเช่นกัน
"อะไรนะ...ไม่เข้าใจ...พูดใหม่ซิ..."
"ลองจัดประเด็นนำเสนอทีละเรื่องนะ"
...อ๋อ...สรุปว่ามันอย่างนี้นี่เอง...
...อืม...มันพูดไม่รู้เรื่องจริงๆ นั่นแหล่ะ...
ไม่ว่าจะอยู่ในวงสนทนาไหน
ใครเขาจะขบกัดอย่างไร
ใครเขาจะพูดโต้ตอบกันอย่างไร
มาริกามักไม่ GET กับสิ่งที่เขาพูด
ทำให้มักมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบที่...
ไม่เคยถูกใจตัวเอง...เลยสักครั้ง...
พอจบเรื่องไปแล้วถึงได้กลับมานั่งคิด...
แล้วก็จะเกิด "วรรคทอง" ประจำตัวว่า...
"รู้งี้กรู...ซะก็ดีหรอก"
รู้นะว่าคนเรามันต้องเด็ดขาด
ตัดสินใจอะไรก็ต้องให้ขาด...ให้จบ...ไปตรงนั้น
แต่ฉันไม่ชอบนี่นา!!!
คงเพราะฉันเป็นคนชอบเลขสอง
ทุกอย่างในชีวิตจึงต้องมีสองและขอเบิ้ล
...จึงจะได้ดี...
รู้ไหมว่านิสัยเสียอันนี้สร้างข้อดีอะไรให้ฉัน
ฉันให้โอกาส "ที่สอง" กับคนอื่นเสมอ
ก็ใครจะไปรู้ล่ะ...
เขาอาจเป็นคนประเภทเดียวกับฉันก็ได้
...ไม่เคยได้เรื่องในครั้งแรก...
และที่สำคัญ...
"โอกาสที่สอง" ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ
ในโลกที่ทุกคนถือคติว่า "ไม่มีพรุ่งนี้ให้แก้ตัว"
อืม...คิดใหม่...ทำใหม่...ใช้ได้กับมาริกาจริงๆ
So, that's why... I believe in second chance (แต่ฉันรู้...มันใช้ไม่ได้กับคุณหรอก...พนันกันมั้ยล่ะ)
04 เมษายน ไอ้เปี๊ยกของฉัน"ไอ้เปี๊ยก" .... งงล่ะสิ ...ใคร?
ไม่ต้องงง มันคือเจ้าเตารีดสีน้ำเงิน
ซีวิค 3 ประตูของฉันเอง
"เปี๊ยก" มีฉายานามมากมาย
สุดแท้แต่ว่าใครเป็นผู้ตั้งและตั้งในสถานการณ์ใด
ไม่มีใครไม่รู้จักมัน...รถคันน้อย วิ่งปรู๊ดปร๊าด
และมีประวัติโชกโชน
(โดยมากจะในทางร้ายมากกว่า)
แต่ที่สำคัญ
"เปี๊ยก" ทำให้คนถูกหวยมาหลายงวดแล้ว!!!
ขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเปี๊ยกสักนิด
"เปี๊ยก" เกิดเมื่อเดือนเมษายน 2537
เป็นรถที่มีชาติตระกูลมาก
เพราะเกิดในบ้าน "ศศิประภา"
เป็นรถของ "พี่โอ" เจ้าของร้านโอรส หัวมุมสวนรื่นฯ
หลังจากที่พี่โอกลับจากเมืองนอก
ขนาดตัวก็ใหญ่เกินกว่าจะโดยสารเจ้าเปี๊ยก
โดยท้องรถไม่ครูดพื้นได้
เปี๊ยกเลยต้องหาบ้านใหม่
ชีวิตคู่ของเรากะเปี๊ยกผ่านไปด้วยดี
แม้ว่าสีผิวของเปี๊ยกจะไม่ถูกโฉลก
กับคนวันอาทิตย์อย่างเราก็ตาม
เปี๊ยกอยู่กับเราในทุกเหตุการณ์
แม้กระทั่งไปทำงานวันแรก เปี๊ยกก็ไปเป็นเพื่อน
วีรกรรมของเรากับเปี๊ยกมีมากมายเล่าสามวันไม่จบ
รู้แต่ว่าอันที่เด็ดสุด เล่นเอาเลือดสาด
เท่าที่จำได้.. เราเคยพาเปี๊ยกไปชนอัดก๊อบปี้
ฝากระโปรงหน้ายู่...ไฟหน้าแตก...มาแล้ว 3 ครั้ง
เปลี่ยนกันชนมาแล้ว 2 อัน
โดนชนท้ายประมาณ 2 ครั้ง
ไม่นับโดนครูดรอบคัน แบบ uncountable crash
ต้องทำสีใหม่ทั้งหมด อีกประมาณ 2 ครั้ง
ที่เด็ดกว่านั้น...
ทำให้เกิดการเสียเลือดเนื้ออีกประมาณ 2 ครั้ง
หนึ่งในนั้นถึงขั้น "เสียชีวิต" ...
ครั้งที่หนึ่ง คือ รถมอเตอร์ไซค์ชนท้าย
...ขณะที่กำลังเบรก เราก็มองกระจกหลัง
เห็นหน้ามันลอยละล่อง พุ่งตรงเข้ามาเลย...
ยังไงก็ชนแน่ ... ตู้ม!!!
ทั้งคนทั้งรถ ไถลปรื้ดไปกับพื้น
สรุปว่างานนี้เราก็จ่ายค่าซ่อม
ทั้งรถตัวเองและไอ้เด็กสองคนนั่น
ส่วนครั้งที่รุนแรงที่สุดจนมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ศพ!!!
เวลาประมาณตีสอง ขณะกำลังอยู่บนถนนประดิพัทธ์
...(ไปรับเสด็จฯ สมเด็จฯ ย่ะ)...
เห็นจากหางตา...มีเงาดำตะคุ่มพุ่งมาจากข้างทางฝั่งขวา
วินาทีนั้น...มองกระจกข้างกระจกหลังด้วยความรวดเร็ว
ขวา...เป็นเลนสวน...มีรถมา
ซ้าย...เป็นฝั่งเรา...มีรถ
หลัง...ก็มีรถตามมาหลายคันเลย
หักหลบทางไหนก็ชนแน่!!!
ตัดสินใจ...ชนแมร่งเลย!!!
เสียงดัง "กร๊อบ" ...
รู้สึกเลยว่ารถทับอะไรบางอย่าง
มันคือ "แมวดำ"...
ถ้าไม่ทับมัน...เราคงตายไปแล้ว
รุ่งเช้าเลยต้องไปทำสังฆทาน
มัคทายกก็ประกาศออกไมค์ซะดังลั่น
"ร้อยโทหญิงมาริกา...
อุทิศส่วนกุศลให้แมวดำที่ขับรถทับตาย..."
...อืม...ขอบคุณ...
จะบอกว่าอุบัติเหตุเกือบทั้งหมด
เกิดในปีที่เรามีอายุ 25 ปี ...
เบญจเพสมีจริงด้วยเนอะ
(ไม่ตายก็นับว่าบุญแล้ว)
ที่เล่ามาทั้งหมด
เป็นวีรกรรมที่ทำให้เราต้องเสียเงินโดยไม่ตั้งใจ
แต่มันยังไม่หมดเท่านั้นนะ...
ด้วยความที่เปี๊ยกเป็นรถมีชาติตระกูล
จึงค่อนข้างบอบบาง
เปี๊ยกป่วยบ่อยมากกกกก
เดี๋ยวไอ้นั่นพัง ไอ้นี่เสีย...ซ่อมมันมาตลอดชีวิต
ถ้ารวมค่าซ่อมและค่าเคาะปะผุพ่นสีรอบคันแล้ว
เราคงซื้อบีเอ็มคันใหม่ได้พอดี
นอกจากนี้เปี๊ยกยังเป็นรถศิลปิน...
"ติ๊ส" ตลอดเวลา (เหมือนเจ้าของมัน)
เปี๊ยกเป็นรถขี้ใจน้อย
บ่นก็ไม่ได้ ว่าก็ไม่ได้
ไม่งั้นเป็นแอร์เสีย เครื่องกระตุก
ยิ่งถ้าพูดว่า "เดี๋ยวปั๊ดเปลี่ยนซะเลย"
เปี๊ยกจะเกิดอาการทันที
ล่าสุด...พี่เป้อยากได้รถใหม่
เผลอพูดให้ได้ยินเท่านั้น
ตื่นเช้ามา...สายส่งน้ำมันเชื้อเพลิงขาดซะงั้น
น้ำมันไหลโจ๊ก วิ่งไม่ได้ เดี๋ยวไฟลุก
สตาร์ทเครื่องก็มีเสียงจี๊ดๆ หนูจี๊ดในรถ
(ทราบว่าเป็นอาการของลูกปืนในจานจ่ายมันแตก)
สรุปว่าวันจันทร์ต้องหยุดงานเอารถไปทำ
แล้วยังดั๊นนนน...แอร์เสียเพิ่มเข้าไปอีก
ดูมันทำ..."ชะหนอยแน่ไอ้ตัวเล็ก"
นี่แหล่ะรถของผม
ป.ล. อยากจะบอกเปี๊ยกว่า "เรารักเปี๊ยกนะ"
แต่ว่าเปี๊ยกอาจจะไม่รอดปีนี้ซะแล้วล่ะ
ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่...
02 เมษายน Back to basicหลังจากที่พยายามจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง
เพื่อหนีจากสภาพเดิมๆ ที่เป็นอยู่มาได้สักระยะ
ฉันก็เริ่มมองเห็นความจริงบางอย่าง
ช่วงเวลานั้น...
ฉันกำลังเดินเท้าเปล่า ย่ำไปบนผืนดิน
สัมผัสของดินละเอียดที่อ่อนนุ่มและชุ่มฉ่ำ
ทำให้รู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน
ฉันหยุดเดินและหลับตา...ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น
มันเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีควาสุข
สายลมเบาๆ ที่พัดผ่าน
สงบใจที่ว้าวุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
และในเวลานั้นเอง ฉันก็ได้เรียนรู้ว่า... อันที่จริงการอยู่กับตัวเองอย่างเงียบๆ
ปล่อยวางจากทุกเรื่อง
และไม่พยายามหาเรื่องยุ่งยากมาใส่กบาล
เป็นทางออกที่งดงามที่สุด
อยู่กับตัวเอง...ให้เวลาตัวเองมากๆ
ช่วยให้เราหยุด...นิ่ง...จนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
ที่กำลังบอกว่าอันที่จริงแล้ว...เราต้องการอะไร
และอะไรคำตอบของสิ่งที่เราค้นหา
ไม่น่าเชื่อว่าความสงบและคำตอบที่ฉันสู้อุตส่าห์
เดินทางร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำเพื่อแสวงหา
จะได้มาในขณะที่กำลังเดินอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้านเรานี่เอง
ลองอยู่เงียบๆ คนเดียวกับธรรมชาติดูสิคะ
แล้วคุณจะได้ยินเสียงกระซิบจากใจตัวเอง
ป.ล. นอกจากจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองแล้ว
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้...
การทำสวนหน้าบ้านโดยไม่อบอุ่นร่างกายก่อน
นำมาซึ่งอาการปวดเมื่อยตามร่างกายจริงๆ ... ฮา
01 เมษายน ชั่วโมงฉุกเฉินเมื่อคืน...ขณะที่ดิฉันกำลัง happy hour
อยู่กับเพื่อนวารสารที่ reflections ซอยอารีย์
โทรศัพท์ก็ดังขึ้น... ว้าย คุณแม่โทรมา มีไรหว่า
"เธอ...ชั้นหายใจไม่ออก
ตอนนี้จอดรถอยู่ตรงสำนักงานเขตดุสิต
...สงสัยจะไปไม่ไหว..."
"จอดรถข้างทางนะแม่ เดี๋ยวปูเป้นั่งแท็กซี่ไป
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เธอ...ไม่ต้องมา อยู่ร้านไหน เดี๋ยวชั้นไปหาเอง"
นั่น...แม่ผม...ไม่รู้จะรักลูกไปถึงไหน
ไม่สบายจะแย่ยังอุตส่าห์พะงาบๆ ขับรถมารับลูกอีก
say good bye เพื่อนแล้วก็รีบชิ่งออกมาเลย
วินาทีนั้นมันโคตรจะรีบเลย ใจไปไวกว่าแสง
เดินไปคิดไปว่า...ถ้าแม่เป็นไรมากตูจะทำไงวะนี่
แล้วนี่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินใช่มั้ย
ไปโรง'บาลไหนดีวะ...พญาไท หรือ พระมงกุฎฯ ดี
เอ เราต้องโทรบอกใครให้มาช่วยดีฟะ
แล้วเค้าจะว่างมาไหมนี่
หัวเดียวกระเทียมลีบ...ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง
...กลุ้มโว้ยยยย
แล้วนี่ she เป็นอะไร
แล้วต้อง admit มั้ย
แล้วถ้าเกิดผ่าตัดล่ะ...โอยปวดสมอง
เออ...แล้วไหนจะรถเราอีก
จอดทิ้งไว้จะปลอดภัยรึเปล่า
ถ้าต้อง admit ตูจาทำไงกะไอ้เปี๊ยกดีวะ
กลับมาสงสัยเจอแม็กเหลืองอีกแน่ๆ
แต่จะให้ดี...ให้ม๋าต๋ามันลากเอาไปจอดไว้ที่ สน.
ก็น่าจะดี ปลอดภัยกว่า
นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้น
ระหว่างที่เดินจากสระว่ายน้ำ reflections
ข้ามถนนออกมาฝั่งตรงข้าม
มันไม่น่าจะนานเนาะ...แต่คิดซะฟุ้งเลย
ขณะกำลังเดินคิดอยู่ ก็ได้ยินเสียงลอยลมมา
"แก ชั้นไปเป็นเพื่อน..."
...เพื่อนตุ๊กนี่เอง...
วินาทีนั้นรู้สึกดีมากๆๆๆๆๆ
ลองคิดดูถ้าคุณเป็นฉัน...
คนปราดเปรียว ไปไหนมาไหนคนเดียวได้
ทำอะไรเองได้ หน้าตาดูฉลาด รู้ไปหมด
และแทบไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร
ภาพติดตาเหล่านี้
ทำให้ปูเป้ดูเป็นคนเข้มแข็งในสายตาคนอื่น
และเขาก็อนุมานเอาเองว่า
she สามารถดูแลตัวเองได้
รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้
ก็เลยไม่มีใครเป็นห่วงกรูเลยสักคน!!!
...จะบ้าเหรอ!!!
ความจริงชั้นโก๊ะจะตาย!!!
ทำอะไรก็ไม่เป็น
ที่ไม่ขอความช่วยเหลือก็เพราะเกรงใจ
แล้วที่ต้องทำอะไรเองนั้นก็เพราะเป็น "ภาวะจำยอม"
ก็ดันเกิดมาเป็นลูกคนเดียว
และยังกำพร้าพ่ออีกต่างหากนี่
ก็เลยไม่รู้ว่าจาไปหาใครที่ไหนมาอ้อนขอความช่วยเหลือ
ชั้นก็เลยต้องทำอะไรเอง...คนเดียว...มาตลอดชีวิต
ไม่ได้จะพูดให้ตัวเองดูน่างสารหรอกนะ
แค่จะบอกว่า "ชั้นก็เป็น...ผู้หญิงคนหนึ่ง" ไม่ใช่!!!
ชั้นก็เป็นคนธรรมดาๆ
ที่ต้องการใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนเวลาเดือดร้อน
ใครก็ได้...แค่คนเดียว...ก็ดีที่สุดแล้ว
และวินาทีนั้น เราก็มี "เพื่อนตุ๊ก"... ดีจัง
สรุปว่าเราก็พาแม่เข้าฉุกเฉินที่พระมงกุฎฯ
ดีนะที่แม่โทรเรียกเพื่อนเค้ามาด้วยก็เลยสะดวกโยธิน
มีคนช่วยตะลุยห้อง ER พาไปหาหมอ
พาไปเอ็กซเรย์
ซี้กะพยาบาลมากพอที่จะหาเตียงให้นอนรอ
อย่างสะดวกสบายในห้องฉุกเฉิน
ถ้ามาริกาไปคนเดียว...แม่คงเดี้ยงอยู่หน้าห้อง
(คนมักไม่เข้า รพ.ของรัฐเพราะแบบนี้เอง)
กว่าจะหมดธุระ...จากสามทุ่มก็ปาเข้าไปตีหนึ่ง
เพื่อนตุ๊กของฉันและเพื่อนจิ๋มของแม่ก็ยังอยู่
แค่อยากจะบอกว่าการมีเพื่อนดี
มันยิ่งกว่ามีทรัพย์นับล้านเสียอีก
...ในชั่วโมงฉุกเฉิน...
ป.ล. ฉันยังมีกัลยาณมิตรอีกคนนะ
ที่อยู่ด้วยในทุกสถานการณ์
ไม่ว่าในเวลาลำบาก...กายและใจ
นอยกะคุณแม่...เหื่อมกับการงาน...
ขายไม่ออก...อกหักรักคุด
รถป่วย...รถถูกชน...ขับรถชนชาวบ้าน...
หรือแม้กระทั่งเวลาหิว
เพื่อนคนนี้ก็อยู่เคียงข้างเสมอ
(แม้มันจะช่วยไปด่าไปก็เหอะ)
เขาคือ...ประภัสสร ศรีภีกดี...ผู้นี้นี่เอง!!!
30 มีนาคม ฉันเกลียด...เกลียดมาก...
อะนั่นแน่...สงสัยดิว่าใคร
เขาคนนี้สามารถหยุดความจอแจของทุกสรรพสิ่ง
เพียงแค่ปรากฎกายขึ้น
เขาคนนี้เป็นชายที่มีน้ำใจล้นเหลือ
ไม่ว่าคุณจะอยากรับหรือไม่ก็ตาม
"พี่คนนี้นั้นมีแต่ให้จริงๆ"
มากมายเหลือเชื่อ โชคสองชั้นรวมทั้งล้อแม็ก...
แต่ที่เขาชอบเป็นพิเศษ คือ แจกลายเซ็นต์...
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม
แต่สำหรับฉัน...
เขาคนนี้สามารถทำให้วันดีๆ ของเรา
กลายเป็นวันฟ้าหม่นได้...เพียงแค่โบกมือ
ฉันพบคนๆ นี้ครั้งแรก
สมัยเรียนธรรมศาสตร์ ประมาณปีสี่
พี่แกชอบเขียนโน้ตแปะไว้ที่กระจกรถ
ประมาณว่า ให้มาเจอที่นั่นที่นี่
...ไปก็โง่อะดิ!!!
ขนาดหนีไปเรียนโทที่จุฬา...
พี่แกยังตามไปเลย...คิดดู
ไปแจกโชคสองชั้นพร้อมล้อแม็กอย่างที่บอก
เมื่อปลายปีก็ใช้เสน่ห์ที่พี่แกมีอย่างล้นเหลือ
ล่อหลอกให้ฉันหยุดคุยด้วย
ก็เลยต้องรับจดหมายของพี่เค้าอีก...เซ็ง!!!
อาทิตย์ที่แล้วก็เอาอีกนะ
มีจดหมายน้อยมาอีกแระ
แต่ฉันก็ไม่สน...
สงสัยล่ะสิว่าคนดีๆ ขนาดนี้
ทำไมฉันไม่คบไว้
รับๆ มันไปเหอะ...จะสามสิบแล้ว
ก็จะให้คบมันไหวได้ยังไง
เจอที่ไรแมร่งแจก ticket กรูทุกที
เกลียดมาก...ตำรวจจราจร...
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ฉันมีใบสั่งในลิ้นชักรถ
(ที่ไม่เคยไปจ่ายค่าปรับ) เกือบสิบใบ
ไม่เข้าใจว่ารอดมาได้ยังไง
ประวัติอาชญากรรมของฉัน :
1 โดนใบสั่งเพราะจอดรถในเขตห้ามจอด
(มากเป็นอันดับ 1)
2 โดนแม็กเหลือง 2 ครั้ง
3 โดนเรียกเพราะผิดกฎจราจร ... หลายครั้ง
(รอดมาได้เพราะในหลวง)
4 โดนยึดใบขับขี่ 2 ครั้ง
(รอดมาได้เพราะรู้จักผู้มีอิทธิพล)
คำเตือน เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคล
โปรดใช้วิจารณญานในการรับชม
และห้ามลอกเลียนแบบ
28 มีนาคม คนที่ยังอยู่มีคนบอกว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า
กาลเวลาพิสูจน์คน ...เห็นท่าจะจริง...
ในแต่ละวัน เราได้พบเจอคนใหม่ๆ มากมาย
บางคนก็เข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตเรา...
ดีแสนดีกะเรา...จนเริ่มติดใจ...
และกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
ในขณะที่คนเก่าๆ ชักจะเริ่มน่าเบื่อ...
ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ...พูดอะไรก็ไม่เข้าหู...
แล้วความสัมพันธ์เริ่มมีรอยร้าว...
แต่เขาก็ยังคงอยู่...สร้างความรำคาญให้เราต่อไป
จนเมื่อวันเวลาผ่านไป...
คนใหม่ๆ ที่เคยดีแสนดีกับเรา
กลับเริ่มไม่ดีดังเก่าเสียแล้ว...
รอยร้าวเริ่มบังเกิด อะไรที่เคยดีก็ไม่ดีไปเสียหมด...
แล้วไม่นานเขาก็เดินจากไป
ในขณะที่คนเก่าๆ ที่เราคิดว่าน่าเบื่อ น่ารำคาญ
กลับยังคงอยู่...และดีกับเราเหมือนที่เคยเป็น...
ที่สำคัญ เขายังคงยืนยิ้มรอเราอยู่ที่เดิม...
อ่านแล้วคุณคิดถึงใครบ้าง... ...คนเก่าๆ ...
...คนใหม่ๆ...
ความสัมพันธ์... ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม
เหมือนกับทุกสรรพสิ่งในโลก
มีทั้ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป
แต่รูปแบบความสัมพันธ์ที่คงทนต่อกาลเวลา
คือ ความรักของพ่อแม่ และ มิตรภาพ จะดีกว่ามั้ยถ้าเราหันมามองดูคนเก่าๆ
และประสานรอยร้าวนั้นเสีย
เพราะพวกเขา คือ คนที่ยังอยู่...ไม่จากไปไหน
ดีกว่าคนใหม่ๆ ที่ตายจากไปพร้อมกาลเวลา
ทิ้งไว้แต่เพียงความทรงจำสีจางๆ
27 มีนาคม ข้อคิดจากป้าเจเน็ต
วันนี้เปิดเพลงของป้าเจเน็ต ชอบประโยคนี้มาก... Living everyday like it's my last. ฟังแล้วคิดเลยล่ะว่าวันนี้เราทำอะไรอยู่วะ ใครว่าการฟังเพลง...ไร้สาระ ป้าเจเน็ตบอกว่า she จะใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย ป้าแกเอ็นจอยกับการใช้ชีวิต If you wanna find the paradise 26 มีนาคม เมื่อเวลาไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไปเคยได้ยินว่าผู้หญิงมีชีวิตแข่งกับเวลา
ต้องรีบตักตวงช่วงเวลาที่สดใสให้เกิดประโยชน์ที่สุด
และควรรีบไต่ลงจากคานให้ได้ก่อนสามสิบ
มิเช่นนั้นจะถูกประนาม
นอกจากนี้ยังเคยได้ยินอีกด้วยว่า
ผู้หญิงเหมือนนม...ยิ่งเก่า ยิ่งเน่าบูด
ส่วนผู้ชายเหมือนเหล้าองุ่น..ยิ่งเก่า ยิ่งมีค่า
ทำไมมันไม่แฟร์ขนาดนี้นะ
แต่ฉันว่า นมเก่าเน่าบูด เขาเรียกอีกชื่อว่า "ชีส" ไม่ใช่เหรอ ...
(ยิ่งเก่า ยิ่งอร่อย ก็ยิ่งแพงนะ)
เมื่อก่อนฉันก็คิดเหมือนเขานี่แหล่ะ
วิสัยทัศน์ คือ เราต้องทุบคานทิ้งให้ได้ก่อนสามสิบ!!
แต่ตอนนี้ เวลาไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป
ไม่ใช่ว่าพออายุจะสามสิบหรอกนะ ถึงได้คิดแบบนี้
แต่เพราะฉันเรียนรู้แล้วว่า ช้าๆ ได้พร้าหลายเล่ม .. ไม่ใช่!!
ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ...
ค่อยๆ ชื่นชมความงามของชีวิตไปเรื่อยๆ ดีกว่า
เมื่อไรที่ดอกไม้บานก็หยุดแวะชื่นชม ดม ดม ดม ไปเรื่อยๆ
ยังไม่มีอะไรผลิบานก็เดินเล่น หลั่นล้าทำนั่น นู่น นี่ ไปพลางๆ
ค่อยๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตไปเรื่อยๆ
จนวันนึงที่เราพบ "ที่ ที่ เป็น ของ เรา" ทุกอย่างจะลงตัวเอง
แม้ว่าวันนั้นสังขารจะไม่พริ้งดังก่อน
แต่เราก็ young at heart นะโฟ้ย
และก็พร้อมที่จะรับมือกับ "ไอ้เหล้าเก่า" ได้ทุกรูปแบบ
เมื่อถึงวันนั้นฉันจะบอกกับโลกว่า...
เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้น
ความสวยจะย้ายจากรูปลักษณ์ มาที่ "สมอง" ตะหากโฟ้ย!!
วันนี้..ฉันเชื่อแล้วว่า เวลาไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป
++++++++++++++++++++
ป.ล. เรื่องนี้ได้แรงบันไดจาน มาจากเพื่อนรุ่นพี่
ที่กำลังกุ้มอกกุ้มใจกับวิสัยทัศน์ของตัวเอง ที่ว่า
"ต้องหาฝาละมีให้ได้ก่อนสามสิบ"
เพราะปีนี้ she จะสามสิบพอดีอะดิ
เลยรีบจนรน .. เดือดร้อนตูอีก
ตรงกลางระหว่างคนสองคนเคยเป็นมั้ยคะ ...
ติดอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองคนที่กำลังผิดใจกัน
เข้าข้างไหนก็ไม่ได้
จะวางตัวเป็นกลางก็ไม่ได้
เลยหมุนคว้างอยู่ตรงนั้น
ใครเข้าใจ ช่วยบอกด้วยว่าควรทำตัวอย่างไร
"อยู่นิ่งๆ...อย่ายุ่ง...ปล่อยวาง...ช่างหัว..." หรือยังไงดี
แต่ตอนนี้เท่าที่รู้...
ขออยู่คนเดียวได้มั้ยยยยยย ปวดเฮดจะแย่แล้วววววววว
|
|
|